‘ปอยฝ้าย มาลัยพร’ จากชีวิตพัง เป็นชีวิตพอ

จากชีวิตพัง เป็นชีวิตพอ
‘ปอยฝ้าย มาลัยพร’ เปลี่ยนที่ว่างรอบบ้านเป็นแปลงผัก กินใช้พอเพียง

ปอยฝ้าย มาลัยพร นักร้องลูกทุ่งที่มีผลงานเพลง “มันต้องถอน” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่ความดังของเขากลับทำให้ชีวิต พลิกผันเข้าขั้นชีวิตพังเพราะ

อาการติดเหล้าอย่างหนัก แต่อีกด้านหนึ่งของชีวิตนักร้องคนนี้กลับเลือกมุมชีวิตพอเพียงแทนการมีชีวิตพังๆ เช่นเดิม โดยเปลี่ยนพื้นที่ว่างรอบบ้านเป็นแปลงผักสวนครัว

ปลูกพืชผักสารพัดชนิดให้ได้เก็บกินตลอด โดยรอบบริเวณบ้านพอจะมีที่ว่างเจ้าของบ้านคนขยันก็ลงมือปรับหน้าดิน ทำแปลงผักสวนครัวด้วยตัวเอง ปลูกทั้งผักสวนครัว

พืชพันธุ์ต่างๆ ที่สามารถกิน ใช้ได้ทั้งกล้วย มะละกอ ใบเตย หรือแม้กระทั่งสับปะรด ล้วนหว่านเมล็ดเพาะปลูก ดูแลด้วยตัวเอง ถือเป็นอีกด้านชีวิตแบบพอเพียง

ที่จะช่วยชดเชยชีวิตที่เคยพังของตนเอง ในวงการตลก หมอลำ คงจะไม่มีใครไม่รู้จักเขาคนนี้อย่างแน่นอน สำหรับ “ปอยฝ้าย มาลัยพร” นักร้องนักแสดงหมอลำที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

และมีผลงานด้านการแสดงละครมอบเสียงหัวเราให้กับแฟนคลับกันมาเป็นเวลานาน วันนี้จะพาไปดูไลฟ์สไตล์ชีวิตของปอยฝ้าย มาลัยพร ที่ปลูกผักสวนครัว

ข้างบ้านแบบพอเพียง ปลูกพืชผักไว้ทานเองแบบปลอดสารพิษ เป็นอีกหนึี่งมุมชีวิตที่หลายคนอาจจะไม่เคยเห็น จะเป็นยังไงนั้น ตามไปดูภาพกันเลย

หน้าเวทีเขาคือนักแสดงตลกหมอลำ ที่สร้างเสียงหัวเราะและมอบความบันเทิงผ่านบทเพลงให้กับผู้ชมมายาวนานกว่า 20 ปี แต่เบื้องหลังชีวิต “ปอยฝ้าย มาลัยพร”

ต้องต่อสู้กับอาการแอลกอฮอล์ลิซึ่ม จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ด้วยกำลังใจและแรงฮึดสู้ วันนี้เขากลับมายิ้มได้อีกครั้ง เริ่มมารับงานแสดงตั้งแต่เรื่อง “นายฮ้อยทมิฬ”

เป็นเรื่องแรก แล้วก็ยาวเรื่อยมาเลยครับ ตอนนี้ก็มีที่เล่นอยู่กับค่ายพอดีคำของ “พี่ธง” (ธงชัย ประสงค์สันติ) อยู่ 2 เรื่อง “ในคืนหนาวแสงดาวยังอุ่น” กับเรื่อง

“ผู้บ่าวอินดี้ยาหยีอินเตอร์” ซึ่งเรื่องนี้เป็นแนวอีสานที่ถนัด (ยิ้ม) จะเรียกว่าตั้งใจที่จะมาเป็นนักแสดงเลยไหมก็ตั้งใจนะ เพราะว่ามันเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคย การได้มารับบทบาท

เป็นตัวละครที่แตกต่างกันออกไป อาจจะคล้ายกับที่เราเล่นมิวสิกวีดีโอ แต่ว่าละครจะละเอียดกว่า และจังหวะการแสดงซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน เหมือนเราเป็นนักแสดงน้องใหม่ในวงการ

แม้กระทั่งการยืนเรื่องมุมกล้องเราก็ไม่รู้ เพื่อนที่แสดงด้วยกันเขาก็จะช่วยบอก ต้องเรียนรู้ใหม่เลยเพราะว่ามันต่างกับตอนที่เราเล่นตลก คือการแสดงหน้าเวทีของเราก็พูดให้มันตลก

แหละแต่สายตาเราไม่ได้สื่อออกไป แต่ละครมันต้องใช้หมดเลยทั้งสายตาและการแสดง แล้วพอเราปรับตัวได้เล่นได้ก็สนุกเลยครับ ทีมงานก็น่ารักทุกคนด้วย เราก็เลยไม่กดดันสบายๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *